พิธีกรรมในศาสนาซิกข์



                                ๑.)           การเกิดและพิธีการตั้งชื่อบุตร

                                สำหรับครอบครัวชาวซิกข์ ภายหลังการให้กำเนิดบุตร เมื่อมารดาได้มีโอกาสพักผ่อนเพียงพอมีสุขภาพแข็งแรง (ไม่กำหนดว่าจะเป็นจำนวนวันเท่าใด) ให้ครอบครัวและญาติพี่น้องเดินทางไป    คุรุดวารา (ศาสนสถานของซิกข์) แล้วประกอบพิธีเจริญธรรม ขับร้องบทสวดจากพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ ซาฮิบ โดยขับร้องต่อหน้าพระพักตร์พระศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบ เพื่อแสดงความปีติและขอบคุณพระศาสดา บางกรณีที่ครอบครัวได้มีการจัดให้มีการสวดอ่านพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ ก็ให้ทำพิธีสวดจนจบแล้วขอประทานพระบัญชาจากพระศาสดา โดยท่านศาสนาจารย์จะอัญเชิญปัรกาส (การอ่านเปิด) พระมหาคัมภีร์ที่ประทับบนบัลลังก์ในขณะนั้น ท่านจะสุ่มเปิดอ่านด้านบนซ้ายมือ ประกาศอักษรของคำแรกที่ได้อ่านจากพระบัญชาของพระศาสดาให้ที่ชุมนุมเจริญธรรมรับทราบ บิดามารดาก็น้อมรับไปตั้งชื่อบุตรของตนตามตัวอักษรที่ได้รับมานั้น เด็กชายจะมีนามว่า “ซิงห์” ต่อท้าย และเด็กหญิงจะมีนามว่า “กอร์” ต่อท้ายนามทุกนาม จากนั้น ให้สวดบทอนันด์ซาฮิบ (อย่างย่อเพียงหกบท) และร่วมกัน “อัรดาส” (การสวดอธิฐานขอพรจากพระศาสดาร่วมกัน โดยศาสนิกชนทุกท่านที่มาร่วมในพิธีวันนั้น) เสร็จจากพิธีแล้วญาติพี่น้องจะลุกขึ้นมาแสดงความยินดี ท่านศาสนาจารย์จะแจกคาร่าปัรชาด (ขนมหวานที่เตรียมจากแป้ง น้ำตาลและเนยในอัตราส่วนเท่ากัน) ซึ่งมีความหมายถึง การได้รับพรจากพระศาสดาแก่ผู้ที่มาร่วมชุมนุมเจริญธรรมทุกท่าน จากนั้นครอบครัวที่ให้กำเนิดบุตรจะนำขนมหวานที่เตรียมมาร่วมงานแจกให้แก่ศาสนิกชนที่มาร่วมเจริญธรรมเพื่อแสดงถึงความปิติยินดี

                                ปัจจุบันชาวซิกข์ในประเทศไทยส่วนมากนิยมตั้งชื่อบุตร ๒ ชื่อ คือ ชื่อแรกจะเป็นชื่อที่ได้รับประทานจากพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ และชื่อที่สองจะเป็นชื่อในภาษาไทยที่ไปจดทะเบียนที่อำเภอในใบเกิด โดยจะพยายามตั้งชื่อภาษาไทยให้เหมาะสมและมีความหมายใกล้เคียงกับภาษาปัญจาบีที่สุด

 

                                ๒.)         พิธีการรับอมฤต

                                พิธีรับอมฤตเป็นพิธีที่สำคัญของชาวซิกข์ (เพื่อแสดงความจำนงจะเข้าเป็นศิษย์ของ        พระศาสดาโดยแท้จริง) ที่จะให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะรักษาและปฏิบัติตามข้อบัญญัติของพระศาสดา

สถานที่และพิธีการรับอมฤต

  1. ชาวซิกข์ไม่ว่าชายหรือหญิง (ไม่จำกัดอายุ)  เมื่อคิดว่าตนเองพร้อมแล้วที่จะเข้าพิธีรับอมฤตและสามารถรักษาศาสนวินัยได้ จะมาแจ้งความจำนงต่อศาสนาจารย์ในคุรุดวารา เจ้าหน้าที่ในศาสนสถานก็จะกำหนดวันและเวลาให้ผู้ที่จะประสงค์รับอมฤตมาพร้อมกัน ณ วันและเวลาที่กำหนดพิธีนี้
  2. ณ สถานที่ประกอบพิธีกรรมจะมีการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ และแต่งตั้ง “ปัญจะปิยะ” (ผู้เป็นที่รักยิ่ง) จากชาวซิกข์ที่รับอมฤตมาแล้ว และมีความประพฤติปฏิบัติตามศาสนวินัยครบถ้วนอย่างน้อยหกท่านเป็นผู้ดำเนินพิธีกรรม หนึ่งท่านนั่งหน้าแท่นบัลลังก์ประทับพระมหาคัมภีร์ ส่วนอีกห้าท่านที่เหลือเตรียมอมฤต
  3. ศาสนิกชนทุกท่านที่มารับอมฤตจะต้องสระผมก่อนและต้องมีศาสนสัญลักษณ์ทั้งห้าประการคือ ๕ก ได้แก่ ๑. เกศา  ๒. กีรปาน (มีดสั้นของชาวซิกข์) พร้อมสายสะพาย  ๓. กาแชร่า (กางเกงในขาสั้น)       ๔. กังฆะ (หวีไม้)  ๕. การ่า (กำไรข้อมือเหล็ก)  ให้ทุกคนยืนพนมมือด้วยความเคารพต่อหน้าพระพักตร์ของพระศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบหนึ่งในปัญจะปิยะที่มอบอมฤตจะอธิบายหลักการที่สำคัญของศาสนาซิกข์แก่ผู้ที่จะรับอมฤต
  4. ศาสนาซิกข์สอนให้ละเว้นการบูชาสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือบุคคลที่อ้างตนเป็นนักบุญ แต่สอนให้ศรัทธา เชื่อมั่น อุทิศกายและใจแก่พระผู้เป็นเจ้า เพื่อบรรลุแนวปรัชญานี้ให้ศึกษาและปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนในพระมหาคัมภีร์ ทำเซว่า (รับใช้โดยไม่หวังผลตอบแทน) และเมื่อรับอมฤตแล้วจะต้องประพฤติและตั้งตนอยู่ในวินัย แล้วปัญจะปิยะจะถามผู้อมฤตว่า ท่านยินดีที่จะรับหลักการเหล่านี้ด้วยความสมัครใจหรือไม่
  5. หลังจากผู้ที่ประสงค์จะรับอมฤตยอมรับแล้ว หนึ่งใน ปัญจะปิยะจะทำการสวด “อัรดาส” และขอ      พระบัญชาเพื่อเตรียมอมฤตตามศาสนวินัย
  6. จากนั้น ให้ผู้ที่จะรับอมฤตน้อมรำลึกถึงองค์พระบิดาพระศาสดาพระองค์ที่สิบ พร้อมทั้งนั่งทิ้งน้ำหนักตัวบนเข่าขวาแล้วเข้าร่วมดื่มอมฤตในอุ้งมือขวาในลักษณะวางบนมือซ้าย โดยปัญจะปิยะจะเอามือขวักใส่อมฤต และกล่าวว่า “วาเฮ่ คุรุญีกาคาลซ่า วาเฮ่คุรุญีกีฟาเต้” ให้ผู้รับ เมื่อดื่มอมฤตแล้วกล่าวขานตามว่า “วาเฮคุรุญีกาคาลซ่า วาเฮ่คุรุญีกีฟาเต้” ทุกๆ ครั้งรวมห้าครั้ง จากนั้น ปัญจะปิยะจะพรมอมฤตใส่ดวงตาห้าครั้ง และใส่เกศาอีกห้าครั้ง หลักจากพรมอมฤตทุกครั้ง ปัญจะปิยะจะกล่าว “วาเฮ่คุรุญีกาคาลซ่า       วาเฮ่คุรุญีกีฟาเต้” ทุกครั้ง และให้ผู้รับอมฤตกล่าวตามทุกครั้งเช่นกัน อมฤตที่เหลืออยู่ในภาชนะหลังจากมอบให้ผู้ที่ตั้งใจจะรับอมฤตแล้วให้แจกจ่ายแก่ทุกคน เพื่อดื่มร่วมกันจากภาชนะขันใบนั้น หนึ่งท่านในปัญจะปิยะจะแจ้งแก่ผู้รับอมฤตถึงศาสนวินัยของซิกข์ ให้สวดหรือฟังพระธรรมจากพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบและรักษาปฏิบัติ “ก” ทั้งห้า ให้อยู่ตัวตอลดเวลา จากนั้นร่วมกันสวดอัรดาสเป็นอันเสร็จพิธี
  7. ผู้ที่ตั้งใจจะรับอมฤตและเข้าร่วมในพิธีตั้งแต่ต้นจนจบเท่านั้นจึงจะรับอมฤตได้ ส่วนผู้ที่มาระหว่างดำเนินพิธีไม่มีสิทธิ์รับ

ชาวซิกข์ทุกคนที่รับอมฤตแล้วจะต้องละเว้นจากการกระทำ ๔  ประการ  ดังต่อไปนี้

๑.)          ห้ามทำการตัด โกน ถอนผมและหนวดเคราจากร่างกาย

๒.)         ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ที่ผ่านกรรมวิธีการฆ่าอย่างทรมาน

๓.)         ห้ามประพฤติตนผิดลูกเมียผู้อื่น และอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่ไม่ใช่สามีหรือภรรยาของตนฉันท์สามีภรรยา

๔.)         ห้ามเสพหรือใช้ของมึนเมา สุรา และยาเสพติดทุกชนิด

                                กรณีที่ซิกข์กระทำผิดโดยละเมิดข้อบังคับทั้ง ๔ ประการข้างต้น เขาจะต้องเข้าพิธีรับอมฤตใหม่ หลังจากสารภาพและรับการลงโทษเพื่อสำนึกผิดที่ได้กระทำไปตามความเหมาะสม

 

๓.)       พิธีมงคลสมรส

พิธีมงคลสมรสของชาวซิกข์กระทำโดยไม่คำนึงถึงวรรณะ ตระกูล และชาติกำเนิดของคู่สมรส ชาวซิกข์จะประกอบพิธีสมรสตามพิธี “อนันการัช” ซึ่งมีขั้นตอนและหลักการตามศาสนวินัยของซิกข์ ดังนี้

  1. การแต่งงานในวัยเด็กทั้งชายและหญิงเป็นสิ่งต้องห้าม
  2. เมื่อสตรีชาวซิกข์มีความพร้อมทั้งทางบุคลิก ร่างกาย และจิตใจ ก็สมควรจะหาคู่สมรสที่เหมาะสม เพื่อทำการสมรสตามพิธีอนันด์การัช
  3. สตรีซิกข์ควรสมรสกับบุรุษซิกข์
  4. การสมรสตามพิธี ไม่จำเป็นต้องมีพิธีหมั่นก่อน ถ้ามีความประสงค์ที่จะประกอบพิธีหมั่น ให้ฝ่ายหญิงกำหนดวันเพื่อชุมนุมเจริญธรรม แล้วทำการสวดอัรดาสต่อหน้าพระพักตร์พระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์     ซาฮิบ แล้วมอบกรีปาน การ่า และขนมหวาน ให้แก่ชายผู้เป็นคู่หมั่น
  5. การกำหนดวันมงคลสมรส ให้กำหนดวันเวลาตามความเหมาะสมและสะดวกของทั้งสองฝ่าย ไม่มีการกำหนดฤกษ์ เนื่องจากเป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนาซิกข์
  6. ห้ามการประกอบพีธีกรรมหรือกระทำต่อไปนี้ การปกปิดใบหน้า สวมดอกไม้บนศีรษะ สวมเครื่องประดับบนศีรษะ ห้ามการเสพของมึนเมาในพิธีมงคลสมรส และการกระทำอื่นๆ ที่งมงายไร้สาระ
  7. การจัดพิธีมงคลสมรสของชาวซิกข์ ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมพอเพียง ไม่ให้เป็นภาระแก่ฝ่ายใด เริ่มจากจัดให้มีการชุมนุมเจริญธรรมต่อหน้าพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ และมีการขับร้องบทสวดภาวนาโดยสังคีตจารย์ หรือศาสนิกชนทั้งหมดที่มาร่วมเจริญธรรม พร้อมจัดให้คู่บ่าวสาวมานั่งต่อหน้าพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ เจ้าสาวจะนั่งด้านซ้ายมือของเจ้าบ่าว แล้วขออนุญาตเริ่มประกอบพิธีจากศาสนิกชนที่มาร่วมชุมนุมเจริญธรรมและสังคีตจารย์ขับร้องบทสวดเพื่อขอพรจากพระศาสดา แล้วกล่าวเชิญให้คู่สมรส และบิดามารดาหรือผู้ปกครองของคู่สมรสลุกขึ้นยืน สวดอัรดาสขอพรจากพระมหาคัมภีร์        คุรุครันถ์ซาฮิบเพื่อจะดำเนินพิธีอนันด์การัช หลังจากนั้น ศาสนาจารย์จะอบรมสั่งสอนและแนะนำอธิบายหน้าที่ ข้อปฏิบัติในการดำรงชีวิตการครองเรือนตามแนวทางของศาสนวินัย และข้อบัญญัติของศาสดา
  8. ขั้นต้นจะอบรมทั้งคู่บ่าวสาวให้เข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา โดยเปรียบเทียบกับความรักความผูกพันอันบริสุทธิ์ของดวงจิตของมนุษย์แต่ละคนที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าตามบทสวด “ลา ว่าห์” (บทสวดที่ใช้ในการประกอบพิธีมงคลสมรส)
  9. ศาสนาจารย์จะอธิบายถึงความรักและความผูกพันของคู่สมรสที่มีต่อกันดุจดังมีจิตเดียวในสองร่างตลอดจนศรัทธาและเข้าถึง “อกาลปุรัค” (พระผู้เป็นเจ้า) โดยใช้ชีวิตอย่างผู้ครองเรือนและสามารถนำพาชีวิตคู่ให้ดำเนินได้อย่างราบรื่นตามแนวทางอันบริสุทธิ์แห่งพระธรรมคำสอนของพระศาสดา พร้อมกับอธิบายถึงหน้าที่และความรับผิดชอบในการครองเรือนของแต่ละฝ่าย
  10. ศาสนาจารย์จะกล่าวให้เจ้าบ่าวทราบว่าทางครอบครัวของเจ้าสาวได้เลือกเขาเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นคู่ครองของเธอ ดังนั้น ในทุกโอกาสเขาต้องให้ความรักและร่วมทุกข์ร่วมสุข ต้องมั่นคง ซื่อสัตย์ ปกป้อง และคุ้มครองในเกียรติเธอและร่างกายของเธอ ปฏิบัติต่อเธอประดุจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา ให้ความเคารพและให้เกียรติบิดามารดาตลอดจนญาติมิตรของเธอเสมือนหนึ่งของตนเอง
  11. ศาสนาจารย์จะกล่าวให้เจ้าสาวทราบว่าโดยพิธีสมรสที่กระทำต่อหน้าพระพักตร์ของพระศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบและสังคัต (ศาสนิกชนที่มาร่วมชุมนุมเจริญธรรม) ได้มอบเธอให้อยู่ในความดูแลของเจ้าบ่าว ขอให้เธอจงมอบความรักและความไว้วางใจทั้งปวงแก่เขา ร่วมทุกข์ ร่วมสุขในทุกโอกาส ต้องมั่นคงและซื่อสัตย์ต่อเขา รับใช้เขาในทุกแห่งหน ทุกสถานะ ให้ความเคารพและให้เกียรติบิดามารดาตลอดญาติมิตรของเขาเสมือนหนึ่งของตน
  12. คู่บ่าวสาวหลังจากรับคำสั่งสอนแล้ว ทำความเคารพโดยการกราบให้หน้าผากจรดพื้นต่อหน้าพระพักตร์ศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบ จากนั้นบิดาหรือญาติผู้ใหญ่ของเจ้าสาวนำชายผ้า “บัลล่า” (ผ้าแพรสีชมพูยาวประมาณ ๒.๕ เมตร เป็นสัญลักษณ์ว่าบิดาฝ่ายหญิงได้มอบภาระการดูแลฝ่ายหญิงให้แก่ฝ่ายชายโดยสมบูรณ์) ข้างหนึ่งมาใส่ในมือของเจ้าบ่าว แล้วนำอีกปลายหนึ่งพาดเหนือไหล่ขวาของเจ้าบ่าวไปมอบใส่มือให้เจ้าสาวถือไว้ สังคีตจารย์จะขับร้องบทสวด หลังจากนั้นศาสนาจารย์ที่นั่งอยู่บนแท่นประทับจะเริ่มอ่านบทสวด “ลาว่าห์ ซูฮี มฮัลล่า ๔”  (บทสวดของพระศาสดาองค์ที่ ๔) คู่บ่าวสาวจะกราบกับพื้นแล้วลุกขึ้นยืนฟังบทสวดลาว่าห์นี้
  13. หลังจากสวดบทลาว่าห์เสร็จแต่ละบท เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะกราบลงกับพื้น แล้วเจ้าบ่าวจะเดินนำหน้าเจ้าสาว โดยเจ้าสาวจับชายผ้าบัลล่าข้างหนึ่งไว้เดินตามเจ้าบ่าวเวียนขวารอบแท่นประทับพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ ในขณะที่เดินแต่ละรอบนั้นสังคีตจารย์หรือศาสนิกชนที่มาชุมนุมก็จะเริ่มขับร้องบทสวดลาว่าห์ เมื่อเดินครบแต่ละรอบ คู่บ่าวสาวกราบลงกับพื้นแล้วลุกขึ้นยืนเพื่อรับฟังบทสวดลาว่าห์บทต่อไป เมื่อเดินครบสี่รอบแล้ว คู่บ่าวสาวก็จะนั่งลงกราบกับพื้น แล้วสังคีตจารย์จะขับร้องบทสวดอนันด์ซาฮิบห้าบทแรกและบทสุดท้าย จากนั้นมีการสวดอัรดาส แล้วป่านขอประทานพระบัญชาจาก          พระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบเป็นอันเสร็จพิธีสมรสอนันด์การัช สุดท้ายจะมีการแจกขนมหวาน          คาร่าปัรซาดแก่ศาสนิกชนที่มาร่วมพิธีทุกท่านโดยเสมอภาค
  14. ห้ามชาวซิกข์ใช้สินสอดเป็นเงื่อนไขในการเลือกคู่สมรส
  15. ถ้าคู่สมรสของหญิงใดสิ้นชีพลง หากหญิงนั้นมีความประสงค์จะสมรสใหม่ก็สามารถสมรสกับผู้ที่เหมาะสมได้ ในทำนองเดียวกับฝ่ายชายก็สามารถสมรสใหม่ได้ ในกรณีที่ภรรยาสิ้นชีพลงให้ใช้หลักเดียวกัน
  16. โดยทั่วไปแล้ว ขณะที่ภรรยาหรือสามีคนแรกยังมีชีวิตอยู่ ชาวซิกข์ไม่ควรกระทำการสมรสใหม่
  17. ชาวซิกข์ที่รับอมฤตแล้ว ควรให้ภรรยาหรือสามีของตนรับอมฤตด้วย

 

๔.)       พิธีฌาปนากิจศพ

พิธีฌาปนากิจในศาสนวินัยของซิกข์มีพื้นฐานมาจากความเชื่อถือที่ปฏิบัติกันของประชาชนในประเทศอินเดียแต่ดังเดิม ที่จะเผ่าศพของผู้ตายโดยไม่ให้มีการเก็บรักษาศพไว้ไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น และไม่จำเป็นต้องกระทำพิธีเศร้าโศกหรือไว้ทุกข์ ให้ถือว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นไปตามพระประสงค์และกฎของธรรมชาติ (พระผู้เป็นเจ้า) ต่อไปนี้เป็นข้อปฏิบัติตามศาสนวินัยของชาวซิกข์

  1. กรณีที่ผู้ตายเสียชีวิตบนเตียงนอนภายในบ้านพัก ไม่จำเป็นต้องนำร่างลงจากเตียงวางกับพื้น ให้สวดพระธรรมของพระศาสดาหรือสวดภาวนานาม วาเฮ่คุรุ วาเฮ่คุรุ (คำสรรเสริญคุณพระผู้เป็นเจ้า) ตลอดเวลา โดยไม่ต้องจุดเทียนหรือบริจาคสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย ในนามของผู้ตายหรือกระทำพิธีใดๆ ที่ขัดต่อบัญญัติของพระศาสดา
  2. เมื่อมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเสียชีวิตไม่สมควรที่จะทุกข์โศกร้องไห้หรือทุบหน้าอกแสดงความโศกเศร้า ควรยอมรับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า และให้ทำการสวดบทพระธรรมของพระศาสดาหรือสวดภาวนานาม “วาเฮ่คุรุ” จะเป็นสิ่งที่เหมาะสม
  3. ผู้เสียชีวิตแม้อายุน้อยเท่าใดก็ตามให้จัดพิธีเผาศพตามประเพณี
  4. พิธีเผาศพสามารถกระทำในเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ได้
  5. ให้นำร่างของผู้ตายมาอาบน้ำ ทำความสะอาด สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด และห้ามนำศาสนสัญลักษณ์ออกจากร่าง นำศพไปวางยังแท่นไม้แล้วสวดอัรดาส จากนั้นนำศพไปยังเมรุ ระหว่างเดินทางให้ทำการสวดภาวนาบทพระธรรมที่สอนถึงความเป็นไปของชีวิต เมื่อถึงเมรุให้สวดอธิฐานอัรดาสเพื่อขออนุญาตและขอพรจากพระศาสดาก่อนการเผาศพ แล้วให้นำศพเข้าไปยังเมรุ บุตรชายหรือญาติหรือมิตรสหายของผู้ตายจะจุดไฟเผาศพ ผู้ที่มาในพิธีก็ให้นั่งอยู่ห่างพอสมควร และฟังบทสวดจากสังคีตจารย์หรือร่วมกันสวดภาวนาบทพระธรรม และสวดบทโซ่เฮ่ล่า และสวดอธิฐานอัรดาสในขั้นสุดท้าย หลังจากนั้นให้ผู้ที่มาในพิธีเดินทางกลับ หลังพิธีเผาศพให้เริ่มพิธีสวดพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบที่บ้านของตน หรือในคุรุดวาราที่ใกล้เคียง โดยสวดบทพระธรรมอนันด์ซาฮิบหกบทแล้วสวดอัรดาส พิธีสวด                 พระมหาคัมภีร์ควรจะเรียบร้อยภายในสิบวัน กรณีที่ไม่สามารถสวดจบภายในสิบวัน ให้กำหนดวันเสร็จตามความเหมาะสมของญาติพี่น้อง ในการสวดภาวนาพระมหาคัมภีร์นี้ญาติพี่น้องควรเข้าร่วมในการสวดภาวนาครั้งนี้ด้วย ถ้าเป็นไปได้ให้มีการสวดกีรตัน (เป็นการขับร้องสวดโดยใช้เครื่องดนตรีประกอบ) ด้วยทุกคืน ไม่ให้มีพิธีใดๆ เกี่ยวกับงานศพอีกหลังจากการเสร็จวันสวดพระมหาคัมภีร์โดยสมบูรณ์
  6. หลังศพได้มอดไหม้จนเย็นลงเป็นเถ้าธุลีแล้ว ให้รวบรวมเถ้าธุลีและเศษอัฐินำไปลอยอังคารในน้ำหรือฝังในบริเวณนั้น แล้วกลบดินให้เรียบร้อย ห้ามสร้างอนุสรณ์สถานหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ ณ บริเวณที่ประกอบพิธีฌาปนกิจ
  7. ห้ามกระทำพิธีกรรมต่างๆ ที่มีความเชื่อทางไสยศาสตร์ และความเชื่อถือที่งมงายไร้เหตุผล เนื่องจากขัดต่อศาสนวันัยข้อบัญญัติของพระศาสดา

ดาวน์โหลดเอกสาร 

แหล่งข้อมูล :       ——————. คู่มือ นานาศาสนพิธี. เซเว่น พริ้นติ้ง.

                                ——————.วิถีแห่งซิกข์  What is Sikhism. กรุงเทพ: ศรีคุรุสิงห์สภา.

 

หมายเหตุ :           สำหรับรายละเอียดสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่แหล่งข้อมูลข้างต้น

 

ขอขอบพระคุณ : สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา (สถานบันศาสนาซิกข์แห่งประเทศไทย) ในการเอื้อเฟื้อข้อมูลต่างๆ



back>>