พุทธศาสนากับเจ้าชายนิทรา


ปัญหาจริยธรรมปัญหาหนึ่งที่ชาวพุทธกำลังเผชิญอยู่และยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้เป็นปัญหาเกี่ยวกับผู้ป่วยที่มีแต่ชีวิตทางชีวภาพเท่านั้นเหมือนพืชผักทั่วไป เพราะแม้สมองบางส่วนจะยังทำงาน แต่สมองส่วนสำคัญหยุดทำงานอย่างถาวรมีผลให้ระบบหายใจและอาหารยังคงทำงานได้ (แม้จะไม่ปกติ) แต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายไปตามความต้องการ พูดจาไม่ได้ คิดหรือรู้สึกหรือรับรู้อะไรไม่ได้  ส่วนผู้ป่วยจะอยู่ในสภาพนี้นานแค่ไหนนั้นไม่มีใครรู้ อาจเป็นแรมเดือนหรือแรมปีก็ได้ ทางการแพทย์เรียกผู้ป่วยประเภทนี้ว่า ผู้ป่วย PVS (Permanent Vegetative State) และคนทั่วไปเรียกว่าผู้ป่วยเจ้าชายนิทรา ผู้ป่วย PVS ประวัติศาสตร์เป็นชาวอเมริกัน ชื่อนางสาวคาเรน ควินแลน (Karen Quinlan) อยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นตลอดเวลา (บางครั้งมีอากัปกิริยาบ้าง เช่นกระพริบตา) เป็นเวลาสิบกว่าปีจึงสิ้นชีวิตลง ผู้ป่วยบางรายมีชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เช่น เครื่องช่วยชีวิตเครื่องสวนปัสสาวะและอุจจาระ แพทย์และพยาบาลต้องดูแลใกล้ชิดตลอดเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน ในสายตาของคนทั่วไปชีวิตในลักษณะนี้ไม่ใช่ชีวิตมนุษย์และไม่เลวร้ายไปกว่าความตาย ชาวพุทธหลายคนเริ่มคิดว่า ถ้าหากตนต้องมีชีวิตในสภาพเช่นนี้ตลอดไป ก็ควร “ตายเสียดีกว่า” จะได้ไม่เป็นภาระแก่ตัวเองและผู้อื่น

ชาวพุทธควรทำอะไรแก่ผู้ป่วย PVS? ในการตอบปัญหานี้ เราคงต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “ชีวิต” และ “การมีชีวิตอยู่” ในคำสอนของพุทธศาสนา “ชีวิต” หมายถึงองค์รวมของขันธ์ ๕ (รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณ) ที่อวัยวะต่างๆ สามารถทำงานประสานกันได้เป็นปกติ (แม้จะบกพร่องไปบ้าง) ทำให้เราคิดรู้สึกและรับรู้ได้ ความสามารถทั้งสามนี้เป็นลักษณะสำคัญของชีวิตมนุษย์ การกระทำให้อวัยวะต่างๆเหล่านี้ทำงานประสานกันได้เป็นหน้าที่ของสมอง เมื่อสมองหยุดทำงานอย่างถาวร อวัยวะเหล่านี้ก็จะทำงานดังกล่าวไม่ได้ และจะหยุดทำงานในที่สุด อันเป็นผลให้ขันธ์ทั้งหลายแตกดับและความตายเกิดขึ้น ศาสนาพุทธไม่ได้มองความตายว่าเป็นการหยุดทำงานของอวัยวะหนึ่งอวัยวะใดรวมทั้งสมองด้วย ในกรณีของผู้ป่วย PVS ขันธ์ ๕ ยังไม่หยุดทำงานอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นพุทธศาสนาจึงถือว่าผู้ป่วย PVS จะมีสภาพเป็นแบบพืชผักเท่านั้น แต่ก็ยัง “มีชีวิตอยู่” (ยังไม่ได้เป็นศพ) เหมือนกับตะเกียงที่ยังไม่ดับ เพราะยังมีน้ำมันที่ก้นตะเกียง ดังนั้นแพทย์จึงต้องปฏิบัติต่อผู้ป่วยประเภทนี้เช่นเดียวกับผู้ป่วยประเภทอื่น คือให้อาหารและยาเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป

สำหรับปัญหาว่าแพทย์ควรให้อาหารแก่ผู้ป่วย PVS นานแค่ไหนนั้น เราควรเข้าใจว่าการให้อาหารผู้ป่วยประเภทนี้ (โดยผ่านสายยางนั้น) ไม่ได้เป็น “วิธีรักษา” ผู้ป่วย แต่เป็นการช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เท่านั้น เราจะถือว่า “การให้อาหาร” เป็น “การรักษา” ไม่ได้ เพราะทั้งสองสิ่งนี้มีวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ “การรักษา” มีความมุ่งหมายให้ผู้ป่วยมีสภาพดีขึ้น ถ้าหากรักษามาเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว ผู้ป่วยยังมีสภาพเช่นเดิม เราอาจเลิกรักษาได้ เพราะการรักษาต่อไปจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรแก่ผู้ป่วย การให้อาหารแก่ผู้ป่วย (ทางสายยาง) ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะรักษาสภาวะหนึ่งสภาวะใดของผู้ป่วย PVS โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่ได้พิจารณาเลือกสารอาหารเป็นพิเศษ การให้อาหารมีวัตถุประสงค์เดียวคือ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้การหยุดให้อาหารผู้ป่วย PVS จึงเป็นการผิดจริยธรรมของพุทธศาสนา เพราะเท่ากับเป็นการทำลายชีวิตผู้ป่วยโดยตรง ไม่เหมือนกับการเลิกใช้เครื่องช่วยหายใจกับผู้ป่วย เพราะวัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องช่วยหายใจแก่ผู้ป่วย PVS คือช่วยให้ปอดทำงานโดยธรรมชาติ แต่ถ้าหากเมื่อใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว ผู้ป่วยก็ยังหายใจเองไม่ได้ การถอดเครื่องช่วยหายใจออกไม่น่าเป็นการกระทำผิดจริยธรรม แต่การให้อาหารแก่ผู้ป่วย PVS ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ระบบย่อยอาหารของผู้ป่วยทำงานได้เอง แต่เพื่อให้มีอาหารเลี้ยงชีวิตผู้ป่วยเท่านั้น ดังนั้นเมื่อหยุดให้อาหารต่อไป ผู้ป่วยย่อมสิ้นชีวิตลงเพราะขาดอาหาร การเลิกให้อาหารแก่ผู้ป่วย PVS จึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาจะให้ผู้ป่วยตาย ดังนั้นจึงเป็นกรรมไม่ดีเท่ากับการฆ่าหรือการทำลายชีวิตในรูปแบบใดแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับการทำให้คนตายด้วยการให้อดน้ำและอาหาร

 

 

ดาวน์โหลดเอกสาร
พินิจ  รัตนกุล

วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓
back>>